‘CSR Club’ แกนกลางประสานพลัง ‘บจ.ไทย’ ปลูกจิตสำนึกองค์กรธุรกิจ สร้างค่านิยมที่ดีสู่สังคม ขับเคลื่อนภารกิจเครือข่ายอนาคตไทย

สร้างค่านิยมที่ดีสู่สังคม ขับเคลื่อนภารกิจเครือข่ายอนาคตไทย

154 views
‘CSR Club’ แกนกลางประสานพลัง ‘บจ.ไทย’ ปลูกจิตสำนึกองค์กรธุรกิจ
สร้างค่านิยมที่ดีสู่สังคม ขับเคลื่อนภารกิจเครือข่ายอนาคตไทย


ชมรมซีเอสอาร์ หรือ “CSR Club” สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เป็นอีกหนึ่งในสมาชิก “เครือข่ายอนาคตไทย”
ที่มีบทบาทเป็น “ศูนย์กลาง” เชื่อมพลังระหว่างสมาชิกบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับภาครัฐ
และหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมสำนึกขององค์กรธุรกิจให้ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนส่งเสริมค่านิยมที่ดี
สร้างพฤติกรรมบวกเพื่ออนาคตไทย หวังนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
เครือข่ายอนาคตไทยเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ระดับประเทศ
 Thailand Campaign ภายใต้ชื่อ "อย่าให้ใครว่าไทย" ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่จะกระตุ้นให้คนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติ
ลดเลิกพฤติกรรมเชิงลบ (ขี้โกง ฟุ้งเฟ้อ มักง่าย ไร้สติ) โดย 6 องค์กรหลักผู้ริเริ่ม ได้แก่ มูลนิธิมั่นพัฒนา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและสภาหอการค้าไทย
ปัจจุบันมีภาคีเครือข่ายทั้งสิ้นจำนวน 111 องค์กร

จุดเริ่มต้นของ “CSR Club” ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย
 ดำเนินการโดยมีคณะกรรมการจาก 28 บริษัทจดทะเบียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “Connect for Sharing” หรือ “การรวมพลังเพื่อแบ่งปัน”
เพื่อร่วมส่งเสริมให้สมาชิกบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำแนวคิดและหลักการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “มูลค่า” กับ “คุณค่า” ของธุรกิจ

“คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์” ผู้อำนวยการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ในฐานะเลขานุการและเหรัญญิก CSR Club กล่าวว่า
 ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดเอ็มเอไอ กว่า 600 บริษัท
 และบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่นั้นได้ดำเนินกิจกรรมด้าน CSR เองอยู่แล้ว แต่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายของ CSR Club
เป็นการทำให้เกิดกระบวนการรวมตัวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม
โดยเฉพาะเมื่อได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอนาคตไทยทำให้เกิดการพัฒนาสำนึกขององค์กรธุรกิจให้ตอบสนอง
ต่อประโยชน์ของสังคมให้ครบถ้วนในทุกมิติมากขึ้น

“CSR Club ถือเป็นตัวกลางในการชักชวนให้สมาชิกบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมเครือข่ายอนาคตไทย
 และเข้าร่วมโครงการรณรงค์ต่างๆ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางของชมรมฯ ที่เป็นการรวมพลังของสมาชิก
เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของสังคม ซึ่งจะเห็นว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดปัญหามากมายจากโลกที่เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและค่านิยมที่ไม่ถูกต้องของคนในยุคนี้”
คุณเพ็ญศรี บอกว่า สำหรับภารกิจเครือข่ายอนาคตไทยที่ผ่านมา CSR Club ได้ประสานงานในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้กับสมาชิก
รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกบริษัทจดทะเบียนฯ เช่น ส่งเสริมให้ภาคเอกชนให้ความสำคัญ
กับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน และเข้าร่วมกิจกรรม กับองค์การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์สุจริต
การให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การรณรงค์เรื่องค่านิยมในสังคมที่ถูกต้อง เรื่องการไม่ขี้โกง และการ ไม่ฟุ้งเฟ้อ เป็นต้น
“อย่างในประเด็นเรื่องความฟุ้งเฟ้อ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยก็ได้ให้ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ
 เกี่ยวกับความสำคัญและเน้นปลูกฝังอยู่ในเรื่องต่างๆ เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนและพนักงานบริษัท
จดทะเบียนเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล การออมเงิน การลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเครือข่ายอนาคตไทย
มีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งได้นำแนวทางไปดำเนินโครงการต่อภายในหน่วยงานของเขาเองด้วย
ในเรื่องของการบริหารเงินของพนักงานในองค์กร” 

คุณเพ็ญศรี กล่าวว่า นอกเหนือจากนั้น ในส่วนของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยเอง ยังได้จัดทำ
“หลักสูตร TLCA Executive Development Program (EDP) เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจให้เข้มแข็ง
ในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบันให้แก่ผู้บริหารภาคเอกชนรุ่นใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 8 ปี
แล้วโดยในแต่ละรุ่นจะนำผู้บริหารออกไปดูงานเกี่ยวกับโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและการพัฒนาต่อยอด
 เช่น การเดินทางไปศึกษาดูงานโครงการพื้นที่พัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) จังหวัดเชียงราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
 ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน โดยผลที่ได้จากการไปดูงานจะทำให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ต่อไป
ในอนาคตมีแนวคิดต่อยอดการช่วยเหลือสังคม การได้รับรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนทำให้เกิดการทบทวน
นโยบายของบริษัทเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ หรือการไปเยี่ยมดูงาน
 โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
 โดยผลิตสินค้าดอยคำ ที่ใช้ผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตอีกด้วย
สำหรับการขยายผลแคมเปญของเครือข่ายอนาคตไทยไปยังสมาชิกของชมรมฯ ในอนาคตนั้น คุณเพ็ญศรี บอกว่า
 ชมรมฯ ยังจะคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนสมาชิกเข้ามาร่วมภารกิจรณรงค์ในประเด็นต่างๆ
 โดยจะเน้นประเด็นเรื่องการไม่ขี้โกง การเป็นผู้ประกอบการที่สุจริต มีจริยธรรม ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการร่วมรณรงค์สร้างพฤติกรรมด้านบวก
และมีค่านิยมที่ดีในสังคมไทย ควบคู่ไปกับการขยายผลด้านอื่นๆ เช่น การทำหน้าที่เป็นผู้วางกรอบแนวทางการดำเนินการ
การให้ความช่วยเหลือรวมถึงการจัดเวทีต่างๆ ให้แก่บริษัทจดทะเบียนในการนำเสนอ
กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในด้านการทำซีเอสอาร์เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรอื่นๆ อีกด้วย

“ที่ผ่านมาสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยมีนโยบายเรื่องการไม่รับของขวัญ หรือ “No Gift Policy” ในเทศกาลต่างๆ
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ตอนนี้ภาคเอกชนได้หันมารณรงค์เรื่องนโยบายการไม่ให้และไม่รับของขวัญถึงแม้เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่ถ้าเราจะเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชั่นการเปลี่ยนวัฒนธรรมสังคมเรื่องที่ต้องมีสินน้ำใจให้ในการติดต่องาน
ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐก็ต้องหายไปด้วยหลายองค์กรมีปัญหาในเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลี้ยงรับรองคู่ค้า
เรื่องนี้ทางสมาคมฯ ก็ได้ร่วมกับทางสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IODในเรื่องโครงการ
แนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตซึ่งจะมีเกณฑ์ให้กับบริษัทได้นำไปใช้ในการปฎิบัติอย่างชัดเจน
หรือในหลักสูตร EDP ที่สมาคมฯ จัดให้กับผู้บริหารเราก็พยายามส่งเสริมไม่ให้มีคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงอาหารหรือจัดกิจกรรม
ถ้าจะจัดเราอยากให้ทุกคนได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอย่างเท่าเทียมกัน” คุณเพ็ญศรี กล่าว
การรวมพลังของสมาชิก CSR Club
ในการขับเคลื่อนภารกิจเครือข่ายอนาคตไทย
จึงถือเป็นแรงกระเพื่อมที่ดีต่อการแก้ปัญหาในสังคมไทยเพราะเป็นพลังร่วมของบริษัทจดทะเบียน
ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
และเป็นภาคส่วนที่มีพลังในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/advertorial/detail/289

ข่าวอื่นๆ