บีเจซี มอบรางวัล ครูไทยของแผ่นดิน กิจกรรม 10 ครูต้นแบบ ประจำปี 2559

อีกหนึ่งกิจกรรมของบีเจซีเพื่อตอบแทนครูและสังคมไทยเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

2,446 views
เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานประกาศผล และมอบรางวัล
ครูไทยของแผ่นดิน กิจกรรม 10 ครูต้นแบบ 
โครงการ บีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน ประจำปี 2559 ขึ้น ณ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท 24 
โดยได้รับเกียรติจาก นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธี
พร้อมด้วยคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี รองประธานกรรมการ 
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ คณะครูต้นแบบประจำปี 2557-2558 และครูที่ผ่านการคัดเลือกประจำปี 2559 ร่วมงานในวันนี้


โครงการบีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน โดย บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคุรุสภา ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมและสร้างกำลังใจให้แก่ครูในระดับประถมศึกษา

สำหรับรางวัล "ครูไทยของแผ่นดิน" จากกิจกรรม 10 ครูต้นแบบนี้ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคุรุสภา รวมทั้งนักวิชาการด้านการศึกษา กรรมการอิสระในสาขาต่างๆ ได้ร่วมกันคัดเลือกจากผู้สมัครที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศ จำนวน 156 ท่าน มีครูผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 43 ท่าน ก่อนส่งทีมลงพื้นที่สำรวจ และเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในรอบสัมภาษณ์ต่อหน้าคณะกรรมการ

ครูทั้ง 43 ท่าน จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากโครงการ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล ครูไทยของแผ่นดิน จากกิจกรรม 10 ครูต้นแบบ ประจำปี 2559 จะได้รับโล่เกียรติยศพร้อมเงินทุนสนับสนุนท่านละ 50,000 บาท และครูอีก 33 ท่าน จะได้รับเงินสนับสนุนท่านละ 5,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 665,000 บาท 


นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี  เปิดเผยว่า ปี 2560 นี้ นับเป็นปีที่ 135 ที่บีเจซีดำเนินธุรกิจคู่สังคมไทยมา ทั้งนี้ปณิธานในการทำธุรกิจของ บีเจซี คือ มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตสินค้าและบริการด้วยคุณภาพเป็นเลิศ เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั้งในประเทศไทยและระดับสากล ขณะเดียวกันก็ได้มุ่งมั่นในการตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ภายใต้กิจกรรมเพื่อสังคม  (Corporate Social Responsibility : CSR) ที่บีเจซีได้มุ่งมั่นดำเนินการ ทั้งทางด้านการศึกษา ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และด้านทำนุบำรุงศาสนา ส่งเสริมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น 
 
 
โครงการ “บีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน”  ประกอบด้วย  3 กิจกรรม ได้แก่
 
1. ครูไทยสัญจร 4 ภาค โดยจัดอบรมเพื่อสร้างกำลังใจ และแรงบันดาลใจให้แก่ครูเพื่อนำไปปรับใช้ในกระบวนการเรียนการสอนควบคู่กับพื้นฐานด้านเนื้อหาวิชาการให้แก่นักเรียนในสังกัด
 
2. กิจกรรมถอดบทเรียนความรู้ ครูต้นแบบ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ต่อยอดทางความคิดให้กับผู้เข้ารอบสุดท้ายครูต้นแบบเพื่อกลั่นหาแก่นจิตวิญญาณความเป็นครูและเป็นเวทีที่คุณครูทุกท่านจะได้ร่วมกันระดมความคิดแบ่งปันประสบการณ์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและผู้สนใจได้ศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง และเป็นการสร้างเครือข่ายสายสัมพันธ์ของคุณครูเพื่อผลประโยชน์ท้ายที่สุดจะเกิดแก่เยาวชน และสังคมต่อไป 
 
3. รางวัล ครูไทยของแผ่นดิน กิจกรรม 10 ครูต้นแบบ โครงการ บีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน เป็นการเฟ้นหาครูไทยที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ทุ่มเท เสียสละ มีวิธีคิดสร้างสรรค์ด้านการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ และเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชน และชุมชนให้ความรักและนับถือ โครงการบีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน ประจำปี 2559 มีครูจากทุกภาคทั่วประเทศ ทั้งจากในระบบและนอกระบบส่งผลงานเข้าร่วมโครงการจำนวน 156 ท่าน โดยมีครูผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 43 ท่าน 
 
ผลการตัดสินรางวัล ครูไทยของแผ่นดิน กิจกรรม 10 ครูต้นแบบ โครงการ บีเจซี ครูไทยของแผ่นดิน ประจำปี 2559 มีดังนี้


ครูผู้ใช้หัวใจของความเป็นแม่ และความเป็นครูพิสูจน์ความเชื่อ และพลังแห่งศรัทธา  ที่จะพัฒนาศักยภาพในตัวของเด็กพิเศษ ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้ โดยไม่แตกต่าง และสร้างภาระให้กับสังคม ผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมที่เติมเต็มประสบการณ์ชีวิต  ซึ่งเป็นการหลอมรวมชุมชนเข้ามาร่วม เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าใจในขีดความสามารถของเด็กแต่ละคน และให้เขาหยัดยืนเองได้ในวันข้างหน้า 
 

ครูผู้ใช้ความกล้าหาญ และหัวใจแห่งความเป็นครู ลบความแตกต่างทั้งเรื่องศาสนา และความเชื่อบนแผ่นดินปลายด้ามขวาน ผ่านสื่อการเรียนสองภาษา เพื่อให้เด็กมุสลิมได้เห็นคุณค่าของการเรียนภาษาไทยควบคู่ไปกับการมีคุณธรรมนำชีวิต  เพื่อให้เข้าใจว่าที่นี่คือแผ่นดินไทย แผ่นดินที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่มีการแบ่งแยก ชนชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม  แม้ต้องทำงานท่ามกลางความเสี่ยงของสถานการณ์ในพื้นที่และความไว้วางใจของคนในพื้นที่ แต่ด้วยการที่เป็นครูมืออาชีพ ไม่ใช่คนที่มีอาชีพเป็นครู  ทำให้ยังยืนหยัดบนความศรัทธาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 
 
 
ครูที่ใช้กีฬาวอลเลย์บอลเป็นใบเบิกทางให้กับเด็กบ้านขอนหาด โรงเรียนเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับนักกีฬาบ้านขอนหาดที่ก้าวสู่ทีมชาติ แต่ยังสร้างความรัก ความสามัคคีให้กับคนบ้านขอนหาด ให้ร่วมมือร่วมแรงกันพ้ฒนาบ้านขอนหาด จากโรงเรียนเล็ก ๆ กลายเป็นโรงเรียนที่มีคนรู้จักกันทั้งประเทศ  กีฬาเป็นสิ่งเชื่อมร้อยให้ทุกคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียสละ และมีคุณธรรม ผ่านการสอนของครูเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อคนบ้านขอนหาด อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง 
 
ครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทั้งศิลปะ และดนตรีหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  เพื่อเปลี่ยนวิทยาศาสตร์จากเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่าย จากเรื่องไกลตัวให้เป็นเรื่องใกล้ตัว โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนเป็นแบบเรียนที่มีชีวิต  ใช้หลักพระพุทธศาสนา และหลักของวิทยาศาสตร์ที่ให้เชื่อในความจริง มีความคิดที่รอบคอบ วิเคราะห์และแยกแยะเป็น  อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกันชีวิต ที่จะใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต รู้ถูกรู้ผิด   ครูที่ไม่ปล่อยให้วันเวลาล่วงผ่านอย่างไร้คุณค่า แต่กลับใช้ทุกวันอย่างรู้ค่าแม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในวัยใกล้เกษียณ 
 
ด้วยความยากจนของครอบครัว และอยากเรียนหนังสือสูงๆ เมื่อเรียนจบ ป. 6 ครูอดุลย์จึงต้องบวชเรียนเพื่อจะได้เรียนหนังสือ หลังจากสึกออกมาเรียนในระดับที่สูงขึ้นก็ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพื่อส่งตัวเองเรียน และแบ่งเบาพ่อแม่จนเรียนจบ และได้เป็นครู เริ่มแรกที่ไปสอนที่โรงเรียนแม่วะหลวงซึ่งเป็นพื้นที่ชนเผ่ากระเหรี่ยงทั้งหมด เมื่อก่อนยังไม่มีไฟฟ้า การเดินทางห่างไกลตัวเมืองมาก ครูได้นำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่บ้านตัวเอง และเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านพร้อมกับให้การช่วยเหลือทั้งพันธุ์ไม้หรือความรู้ รวมทั้งทำโครงการต่างๆให้ชาวบ้านมีรายได้ ถึงแม้เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ที่โรงเรียนมีไฟฟ้าใช้แล้วแต่ครูอดุลย์ก็ยังคงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยเพราะคำสอนของพ่อที่ยึดเป็นหลักในการใช้ชีวิตว่า “ไปอยู่ที่ไหนก็ให้คนเขารัก งานหนักไม่เคยฆ่าคน”  
 
จากการเป็นครูเพียงเพื่อต้องการความมั่นคงในชีวิต แต่เมื่อได้ทำหน้าที่ครูความคิดก็เปลี่ยนโดยเฉพาะเมื่อได้สัมผัสเด็กพิเศษที่โรงเรียนบ้านหินลาด ทำให้ครูศิริลักษณ์พยายามคิดค้นหาวิธีการสอนต่างๆ เพื่อช่วยให้ลูกคิษย์กลุ่มนี้อ่านออกเขียนได้ และสามารถไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ในทุกๆวันครูจะใช้เวลาพักเที่ยงเพียงไม่กี่นาทีทานข้าวบนห้อง เพื่อเอาเวลาที่เหลือมาสอนเด็กๆโดยใช้วิธีสร้างจิตอาสา ให้นักเรียนที่อ่านได้มาสอนเด็กที่อ่านไม่ได้ ทั้งนี้กลุ่มเด็กจิตอาสาจะได้รับการฝึกจากครูในเรื่องกระบวนการสอน 6 ขั้นตอน จนเด็กเกิดความชำนาญสามารถเผยแพร่ความรู้ไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้ และจากเด็กพิเศษที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็กลายมาเป็นจิตอาสาสอนเด็กอื่นๆ  ครูศิริลักษณ์คิดอยู่เสมอว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นที่เรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม โดยเฉพาะเด็กพิเศษด้วยแล้ว สำคัญคือต้องให้เวลาและความรักให้มาก
 
“การทำให้เด็กพูดได้ เป็นมหากุศลอย่างมหาศาล” นี่คือคำสอนของแม่ที่เป็นกำลังใจ ให้ครูจุรี โก้สกุล ครูจากโรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต มุ่งมั่นทุ่มเทกายใจ พัฒนานวัตกรรมการสอนเด็กผู้บกพร่องทางการได้ยิน ให้สามารถสื่อสารภาษามือ ออกเสียงพูดมาตลอด 38 ปี แม้ในช่วงพักกลางวัน และหลังเลิกเรียน ครูจุรี ยังคงฝึกฝนการพูด และภาษามือให้กับเด็กๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จึงไม่แปลกใจว่าทำไม ครูจุรีจะดีใจ และภาคภูมิใจทุกครั้งที่เห็นผู้ปกครองร้องไห้ด้วยความดีใจเมื่อได้ยินเสียงเรียกออกจากปากลูกเป็นครั้งแรก เพราะครูคือผู้แบกความหวัง ความฝัน ของครอบครัวและตัวเด็กๆ อีกหลายสิบชีวิต และที่สำคัญครูยังพยายามส่งเสริมวิชาอาชีพให้ลูกศิษย์เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นใจ
 
“ครูอาสา” จากพื้นที่ห่างไกลที่ยังคงยังคงหยัดยืนและทุ่มเททำหน้าที่ มานานร่วม 20 ปี  โรงเรียนบ้านกรูโบ ในฤดูฝนต้องอาศัยการเดินเท้าเพียงอย่างเดียวสมัยก่อนใช้เวลาถึง 3 วัน ส่วนฤดูแล้งตอนนี้รถแต็กๆ สามารถเข้าออกได้แต่ก็ต้องใช้เวลา 1 วันเต็มๆ แม้การเดินทางจะยากลำบาก แต่ครูเจี๊ยบคิดเสมอว่า ตัวเองลำบาก 1 คน แต่คนอีกนับ 100 คนได้ประโยชน์ก็นับว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากแล้ว และมีคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ครูเจี๊ยบได้ยึดไว้เป็นหลักในการทำงานว่า “เมื่อทำงานอย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง แต่ให้ทำงานบนความขาดแคลนให้ดีที่สุด” 
 

“ครูเป็นเด็กด้อยโอกาสมาก่อน ครูจะสอนเด็กด้อยโอกาสให้เขาเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ คือจากด้อยโอกาสมาเป็นได้โอกาส เมื่อได้แล้วต้องรู้จักให้คนอื่น นี่คือปณิธานของครูสะเทื้อน หรือครูเผ ซึ่งอดีตเคยเป็นเด็กที่เคยขาดโอกาสทางสังคมมาก่อน ครูเผได้อาศัยครูพักลักจำการแสดงลิเกมาใช้หารายได้ส่งตัวเองเรียน ด้วยความเมตตาของชาวบ้านในตลาดคลองขลุงทำให้ครูเผจึงตั้งปณิธานว่าจะอุทิศตัวเพื่อคนที่นี่ จะทำงานอาสาเพื่อตอบแทนสังคม จึงได้นำความรู้ความสามารถ ตั้งคณะลิเกชื่อ คลองขลุงบำรุงศิลป์ มาฝึกให้เด็กๆ ที่ขาดซึ่งโอกาสในด้านต่างๆ  มาเล่นลิเกฟรีเพื่อสร้างรายได้ และให้พวกเขามีอาชีพติดตัว ครูเผเป็นครูอาสามาร่วม 10 กว่าปี จนทุกวันนี้ขยายการสอนไปยังต่างพื้นที่ และต่างจังหวัด 
 

“ครูปู่” ประธานกลุ่มอาสาสมัครอิสระ ซ.โซ่ อาสา ผู้อุทิศตนเพื่อเด็กด้อยโอกาสยากจนในชุมชนแออัด และเด็กเร่ร่อน มากว่า 17 ปี ครูยึดหลักของความรัก และมองเห็นคุณค่า และความสำคัญของเด็กทุกคน นอกจากนี้ครูปู่ยังเป็นผู้จุดประกาย และเชื่อมร้อยผู้คนในสังคมจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ มาช่วยกันสอนหนังสือให้กับเด็กๆในชุมชนแออัดต่างๆ ในทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ใน 4 พื้นที่ คือ ชุมชนหัวรถจักรตึกแดง , สวนลุมพินี , ตรอกสาเก ริมคลองหลอด และใต้สะพานอรุณอมรินทร์ เพื่อปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิตให้เด็กๆได้เติบโตเป็นคนดีของสังคม 
 
ยกย่อง เชิดชูด้วยใจ แด่ครูผู้ให้ของแผ่นดิน 

ชมภาพบรรยากาศทั้งหมดได้ทาง Gallery ด้านล่างค่ะ
 
 

ข่าวอื่นๆ